โลกของ Dying Light 2 จะใหญ่กว่าในภาคแรกถึง 4 เท่า

Spread the love

นับว่าเป็นการเดินทางอันยาวนานสำหรับ Dying Light 2 หลังจากเริ่มต้นการพัฒนาตั้งแต่เมื่อปี 2016 และประกาศเปิดตัวในงาน E3 2018 และจากข่าวการเลื่อนวางจำหน่ายมาหลายครั้ง รวมไปถึงข่าวลือที่เกมติดอยู่ในวงจร Development Hell และรายงานว่ามีปัญหาภายในในการพัฒนา ที่ทำให้การสร้างเกมนี้เป็นไปอย่างไม่ราบรื่นเท่าที่ควร ทำให้แฟนๆ เกิดข้อกังขามายาวนานถึง 2 – 3 ปี ว่าสถานะของเกมเป็นอย่างไรบ้าง
.
อย่างไรก็ตาม ในที่สุดทางสตูดิโอ Techland ก็ได้ออกมาคลายความสงสัยบางอย่างให้กับแฟนๆ ในวิดีโออัปเดตเมื่อเดือนที่แล้ว และคาดว่าตัวเกมน่าจะวางจำหน่ายได้สักทีในปีนี้
.
ซึ่งคุณ Tymon Smektala หัวหน้านักออกแบบเกม ได้เปิดเผยในบทสัมภาษณ์ล่าสุดว่า โลกเปิดกว้างของ Dying Light 2 จะมีความแตกต่างจากเกมแนว Open World อื่นๆ โดยหลักการคือ ผู้เล่นจะสามารถพัฒนาและเปลี่ยนโลกของเกมได้จากการกระทำและการตัดสินใจต่างๆ ตลอดทั้งเกม
.
ในขณะที่เขาไม่ได้ยกตัวอย่างว่ามีอะไรบ้าง แต่การตัดสินใจบางอย่างจะมีผลต่อเกมเพลย์ด้วยกลไกที่แตกต่างออกไป และอื่นๆ ที่ทางสตูดิโอเชื่อว่า การให้อิสระแก่ผู้เล่นในการขัดเกลาโลกรอบๆ ตัวเองเป็นการให้อำนาจจากการตัดสินใจของผู้เล่นได้อย่างน่าทึ่ง
.
นอกเหนือจากโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างยืดหยุ่นแล้ว คุณ Smektala ยังเปิดเผยอีกว่า โลกของ Dying Light 2 ได้รับการออกแบบให้เกิดการสำรวจแนวตั้งเยอะมาก และจากมุมมองมุมมองบุคคลที่ 1 แล้ว เขาเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้เล่นอินไปกับเกมมากขึ้น และด้วยขุมพลังของ C-Engine และการใช้ CityBuilder ทำให้ทาง Techland สามารถขยายแผนที่ในภาคต่อนี้ใหญ่กว่าภาคแรกถึง 4 เท่า และอย่างที่กล่าวไป มันเป็นความท้าทายอย่างมากที่ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างแผนที่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่จะต้องมีการใส่เนื้อหาต่างๆ ที่น่าสนใจให้ผู้เล่นได้ทำและรับประสบการณ์ในแผนที่นั้นด้วย
.
Source: เกมถูกบอกด้วย v.2