Valheim ได้แรงบันดาลใจจาก Zelda และ Skyrim

Spread the love

อาจจะไม่ใช่เกมแนวเอาตัวรอดแบบ Early Access ทุกเกม ที่ประสบความสำเร็จเหมือนอย่าง Valheim เกมเอาตัวรอด Co-op ในโลกของไวกิ้งที่วางจำหน่ายเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ที่มันสามารถทำยอดขายได้แล้วเกือบ 3 ล้านชุด ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ และติดอันดับ 10 เกมที่มียอดผู้เล่นพร้อมกันสูงสุดบน Steam
.
ซึ่งทาง PC Gamer ชี้ว่า Valheim นั้น จุดประกายความชื่นชอบในเกมแนวเอาตัวรอดของเขาขึ้นมาอีกครั้ง และเมื่อเขาได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณ Henrik Törnqvist ผู้ร่วมก่อตั้ง Iron Gate Studios ผู้พัฒนาเกมนี้ (ที่มีทีมงานกันอยู่เพียงแค่ 5 คน) ก็ได้ถามคุณ Törnqvist ว่า พวกเขาได้เล่นเกมแนวเอาตัวรอดมาเยอะมากๆ และนำเกมเหล่านั้นมาเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาเกมนี้ใช่หรือไม่
.
“ไม่ ไม่เลย”
คุณ Törnqvist ตอบกับ PC Gamer
.
ซึ่งจริงๆ แล้ว Valheim นั้น ได้แรงบันดาลใจอย่างมากจากเกม RPG แบบเล่นคนเดียวอย่าง The Legend of Zelda และ Skyrim มากกว่าที่จะเป็นเกมแนวเอาตัวรอดอื่นๆ
.
“พวกเราอยากจะให้เกมออกมารู้สึกเหมือน เกมผจญภัยแบบเล่นคนเดียว Old School อย่าง Zelda ภาคเก่าๆ ผมคิดงั้นนะ ที่คุณจะได้รับอุปกรณ์ใหม่จากการปราบบอส และพวกเราคิดว่าหรือหวังว่ามันจะเข้ากันได้ดีกับเกมแนวเอาตัวรอด แล้วก็ ช่าย ผมว่ามันเวิร์คเลยล่ะ”
Törnqvist กล่าว
.
ใน Valheim บอสจะเป็นสิ่งที่ควบคุมความก้าวหน้าสำคัญของผู้เล่น อย่างบอสตัวแรก Eikthyr เมื่อคุณปราบได้จะดรอปเขาที่เป็นวิธีเดียวที่คุณจะสามารถนำไปคราฟท์เป็นพลั่วอันแรกสำหรับการขุดดีบุกและทองแดง และบอสตัวที่ 2 อย่าง The Elder เมื่อปราบได้ก็จะได้รับไอเท็มที่ให้ผู้เล่นสามารถเก็บเหล็กได้ การค้นพบและต่อสู้กับบอสเหล่านี้ในโลกเปิดกว้างขนาดใหญ่ ทำให้การออกสำรวจใน Valheim ให้ความรู้สึกคล้ายๆ การเล่นแคมเปญเนื้อเรื่อง และเหมือนการหาทางที่จะไปต่อสู้กับบอสในเกม Zelda อย่าง Dodongo หรือ Gohma
.
อีกอย่างที่ทำให้ชาวเกมหลายคนติดหนึบใน Valheim คือ มันไม่ได้เดินตามรอยเท้าของเกมแนวเอาตัวรอดที่เราเคยเล่นมาก่อน และระบบบางอย่างมันไม่ได้สร้างความยากลำบาก เหมือนอย่างที่เราเคยเจอเกมเอาตัวรอดอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น การซ่อมแซมอาวุธ เครื่องมือ และชุดเกราะ ในเกมนี้จะไม่เสียทรัพยากรใดๆ และคุณอยากจะสร้างอะไรบางอย่าง ก็สามารถแยกส่วนของที่เคยสร้างไปแล้ว เพื่อรับทรัพยากรที่เคยใช้คืนมาเต็มจำนวน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่หายากในเกมแนวๆ นี้
.
ซึ่งระบบที่ประนีประนอมกับผู้เล่นนี้ ก็เกิดจากคุณ Richard Svensson ประธาน Iron Gate ซึ่งเคยพัฒนาเกม Open World ที่ซับซ้อนกว่านี้มาก เล็งเห็นในตอนที่เริ่มต้นพัฒนา Valheim ว่า อยากจะทำเกมที่เน้นไปที่เกมเพลย์มากกว่า และให้การจำลองการเอาตัวรอด มาช่วยเสริมประสบการณ์เกมเพลย์ของผู้เล่น มากกว่าที่จะขัดขวางประสบการณ์การเล่นนั้น
.
และอย่างที่หลายๆ คนเคยเลิกออกสำรวจหรือสร้างบ้านในเกมเอาตัวรอด เพราะตัวละครของพวกเขาหิวจนตายในระหว่างเล่น ก็อาจจะรู้สึกว่า ประสบการณ์การเล่นของพวกเขา โดนขัดขวางโดยระบบจำลองการเอาตัวรอดเหล่านี้ แต่แม้ว่าการทำอาหารและการกินจะสำคัญมากๆ ใน Valheim คุณก็จะไม่ตายจากความหิวและกระหายน้ำ
.
“การจำลองการเอาตัวรอด มันไม่ควรที่จะมาขัดขวางประสบการณ์เกมเพลย์”
คุณ Törnqvist กล่าว
.
“ดังนั้น สิ่งที่พวกเราตัดสินใจทำตั้งแต่ตอนแรกเริ่มพัฒนาเกม คือ อาหารจะช่วยให้ผู้เล่นสามารถเล่นได้ดีขึ้น แต่คุณก็ไม่ควรที่จะตาย ถ้าไม่ได้กินอาหาร มันเลยกลายเป็นระบบที่ให้รางวัลแก่ผู้เล่นมากขึ้น ผมว่าคุณก็คิดแบบนั้น”
.
ด้วยระบบการเอาตัวรอดที่ประนีประนอมกับผู้เล่นเหล่านี้ ผสมผสานการออกสำรวจในโลกเปิดกว้าง และการต่อสู้กับบอส อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่า Valheim ดูจะเป็นเกม RPG มากกว่าที่จะเป็นเกมเอาตัวรอด และในตอนนี้เราก็ได้รู้แล้วว่า ทำไมถึงเป็นแบบนั้น
.
Source : เกมถูกบอกด้วย v.2